สายพันธุ์แพะ

แพะพันธุ์เบอร์
กรมปศุสัตว์นำเข้ามาจากประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อปี พ.ศ. 2539 เป็นแพะเนื้อขนาดใหญ่ ลักษณะเด่น คือมีลำตัวสีขาว หัวและคอจะมีสีแดง ใบหูยาวปรก มีน้ำหนักประมาณ 90 กิโลกรัม ตัวเมียหนักประมาณ 65 กิโลกรัม

แพะพันธุ์แองโกลนูเบียน
กรมปศุสัตว์นำเข้ามาเลี้ยงขยายพันธุ์กว่า 20 ปีแล้ว เพื่อปรับปรุงพันธุ์แพะพื้นเมืองให้มีขนาดใหญ่ขึ้น แพะพันธุ์นี้มีขนาดใหญ่ น้ำหนักตัว มีน้ำหนักแรกเกิด 2-5 กิโลกรัม น้ำหนักหย่านม ( 3 เดือน ) 15 กิโลกรัม ดั้งจมูกมีลักษณะโด่งและงุ้ม ใบหูยาวและปรกลง ปกติแพะพันธุ์นี้จะไม่มีเขา    แต่ถ้าหากมีเขาเขาจะสั้นและเอนแนบติดกับหนังหัว     ขนสั้นละเอียดเป็นมัน  มีขายาวซึ่งช่วยให้เต้านมอยู่สูงกว่า ระดับพื้นมากและทำให้ง่ายต่อการรีดนม  และยังช่วยให้เต้านมไม่ได้รับบาดเจ็บเนื่องจากหนามวัชพืชเกี่ยว แพะพันธุ์นี้มีหลายสี   เช่น   ดำ   เทา   ครีม น้ำตาล น้ำตาลแดง และมีจุดหรือด่างขนาดต่างๆได้ผลผลิตน้ำมันประมาณ 1.5 ลิตรต่อวัน

แพะพันธุ์ซาเนน
เป็นแพะนมที่มีขนาดใหญ่ให้ผลผลิตนมสูงกว่าแพะพันธุ์อื่นๆ แพะพันธุ์นี้มีขนสั้น ดั้งจมูกและใบหน้ามีลักษณะตรง ใบหูเล็กและตั้งชี้ไปข้างหน้า ปกติจะไม่มีเขาทั้งในเพศผู้และเพศเมีย แต่เนื่องจากมีแพะกระเทยในแพะพันธุ์นี้มาก จึงควรคัดเฉพาะแพะที่มีเขาไว้เป็นพ่อพันธุ์ เพราะมีรายงานว่าลักษณะกระเทยมีความสัมพันธ์ทางพันธุ์กรรมอยู่กับลักษณะของการไม่มีเขา แพะพันธุ์นี้มีสีขาว สีครีม หรือสีน้ำตาลอ่อนๆน้ำหนักโตเต็มที่ประมาณ 60 กิโลกรัม สูงประมาณ 70-90 เซนติเมตร ให้น้ำนมประมาณวันละ 2 ลิตร    ระยะเวลาการให้นมนานถึง 200 วัน   มีหลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เลี้ยงแพะพันธุ์นี้อยู่มาก   เช่น มาเลเซีย   ฟิลิปปินส์และประเทศไทย    แต่ก็มีปัญหาเพราะว่าแพะพันธุ์นี้ปรับตัวเข้ากับภูมิอากาศในแถบนี้ไม่ค่อยดีนัก   แต่ถ้าหากเลี้ยงแพะพันธุ์นี้ไว้ในลักษณะขังคอกตลอดเวลา ก็จะทำให้ปัญหาเรื่องเจ็บป่วยลดลง ให้ผลผลิตดี

แพะพื้นเมือง
ในประเทศไทย มีหลายพันธุ์ด้วยกัน แพะทางแถบตะวันตก เช่น ที่จังหวัดตาก จังหวัดกาญจนบุรี เป็นแพะท่าจากประเทศอินเดีย หรือปากีสถานมีรูปร่างใหญ่กว่าแพะทางใต้ ส่วนแพะทางใต้ของประเทศไทย มีขนาดเล็กเข้าใจกันว่ามีสายพันธุ์เดียวกับแพะพื้นเมืองของมาเลเซีย คือพันธุ์แกมบิงกัตจัง แพะพื้นเมืองทางใต้มีความสูงประมาณ 50 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 20-25 กิโลกรัม ให้ผลผลิตทั้งเนื้อและนมต่ำ

สายพันธุ์แกะ

แกะพันธุ์วิลท์ไชร์ฮอร์น
แหล่งกำเนิด : ประเทศอังกฤษ
ลักษณะประจำพันธุ์ : แกะพันธุ์นี้เมื่ออายุ 1 ปี จะมีน้ำหนักประมาณ 70 กิโลกรัม เหมาะที่จะใช้เป็นแกะที่ให้เนื้อโดยเฉพาะ มีขนสั้นและในฤดูร้อนสามารถสลัดขนทิ้งเองได้ แกะพันธุ์นี้เหมาะที่จะใช้สำหรับปรับปรุงพันธุ์แกะเนื้อในแถบร้อนมีหลาย ประเทศที่ใช้แกะพันธุ์นี้เพื่อปรับปรุง พันธุ์ เช่น ประเทศมาเลเซีย เนื่องจากตลาดบ้านเรามีความต้องการแกะเพื่อบริโภคเนื้อเป็นส่วนใหญ่ แกะพันธุ์นี้จึงน่าที่จะนำมาใช้ปรับปรุงพันธุ์

แกะพันธุ์คอร์ริเดล
แหล่งกำเนิด : เป็นพันธุ์ที่ปรับปรุงในประเทศนิวซีแลนด์ โดยนำแกะพันธุ์ลินคอล์น ผสมกับพันธุ์เมอริโนเพื่อให้ได้แม่พันธุ์ที่มีลูกดกและมีขนที่มีคุณภาพดี
ลักษณะประจำพันธุ์ : แกะพันธุ์นี้เมื่อโตเต็มที่ เพศผู้มีน้ำหนักประมาณ 85 – 110 กิโลกรัม เพศเมียมีน้ำหนักประมาณ 55 – 85 กิโลกรัม ลักษณะของขนมีสีขาว ขนที่ใบหน้า หู และเขา ก็มีสีขาว หางเป็นชนิดหางเล็กแต่ยาว เนื้อของลูกแกะพันธุ์คอร์ริเดลมีคุณภาพดี แกะพันธุ์นี้สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแปลงหญ้าได้ดี ทนทานต่ออากาศร้อนและมีอายุยืน จึงใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้นานกว่าแกะพันธุ์อื่น กรมปศุสัตว์ได้เลี้ยงแกะพันธุ์นี้ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาปลวกแดง จังหวัดระยอง และจำหน่ายให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป

 
 

 

แกะพันธุ์ลูกผสม
แกะพันธุ์ลูกผสมระหว่างพันธุ์พื้นเมืองกับพันธุ์ดอร์เซ็ท ซึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่และน้ำหนักมากกว่าพันธุ์พื้นเมือง

แกะพันธุ์ดอร์เซ็ท
ลักษณะประจำพันธุ์ : มี 2 ชนิด คือ ชนิดมีเขาเรียกว่า ดอร์เซ็ทฮอร์น และชนิดไม่มีเขาเรียกว่า ดอร์เซ็ทโพล เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ ตัวผู้มีน้ำหนักประมาณ 80 – 110 กิโลกรัม แกะพันธุ์นี้เนื้อมีคุณภาพดี ตัวเมียสามารถผสมพันธุ์ได้ตลอดปีและมีน้ำนมดีมาก จึงทำให้ลูกแกะที่เกิดมาเจริญเติบโตดี แข็งแรงและมีอัตราการเลี้ยงรอดสูง แกะพันธุ์ดอร์เซ็ทสามารถทนต่อสภาพร้อนได้ดี แต่มีข้อเสียคือ ต้องการทุ่งหญ้าที่อุดมสมบูรณ์

แกะพันธุ์เมอริโน
ลักษณะประจำพันธุ์ : เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ตัวผู้จะมีน้ำหนักประมาณ 75 กิโลกรัม สูงประมาณ 70 เซนติเมตร ตัวเมียจะมีน้ำหนักประมาณ 65 กิโลกรัม สูงประมาณ 60 เซนติเมตร ขนเป็นสีขาวละเอียดยาวประมาณ 5 – 10 เซนติเมตร ปริมาณขนที่ตัดได้ต่อปี ตัวผู้ 4-5 กิโลกรัมต่อตัว ตัวเมีย 3-4 กิโลกรัมต่อตัว ลักษณะหางเป็นแบบหางเล็กแต่ยาว แกะพันธุ์นี้ได้นำเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2514-2515 โดยรัฐบาลของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันนี ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สำหรับดำเนินการในโครงการเกษตร ที่สูงจำนวน 20 ตัว และเลี้ยงไว้ที่ดอยอ่างขาง แกะเหล่านี้ได้ผสมพันธุ์กับแกะพันธุ์พื้นเมือง ได้ลูกผสมจำนวนมาก ภายหลังแกะลูกผสมเหล่านี้ได้ถูกนำมาเลี้ยง ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และแพร่หลายไปสู่ประชาชนทั่วไป

แกะพันธุ์ซัฟฟอล์ค
แหล่งกำเนิด : เป็นแกะพันธุ์เนื้อของประเทศอังกฤษ มีชื่อเรียกตามเมืองเมืองหนึ่งทางทางตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ
ลักษณะประจำพันธุ์ : น้ำหนักแกะเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ ตัวผู้หนักประมาณ 100-125 กิโลกรัม ตัวเมียหนักประมาณ 70-100 กิโลกรัม พันธุ์นี้มีขนาดใหญ่ หัวเล็ก ลักษณะเด่นก็คือ หน้า หู และขา มีสีดำ ส่วนลำตัว คอ เป็นสีขาว และตั้งแต่หัวเข่าลงไปถึงเท้าไม่มีขน แกะพันธุ์ซัฟฟอล์ค มีคุณภาพของเนื้อ ดีมาก มีความสามารถในการแทะเล็มหญ้าได้ดี ทนทานต่ออากาศร้อนและแม่แกะมีความสามารถในการเลี้ยงลูก จึงเป็นแกะพันธุ์ที่น่าสนใจนำมาใช้ปรับปรุงมาผลิตเผยแพร่ให้ แก่ประชาชน

ที่มาของข้อมูล :http://www.rakbankerd.com/

การเลี้ยงแพะและแกะ

การเลี้ยงแพะและแกะ
แพะและแกะ เป็นสัตว์เลี้ยงที่น่าส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงเช่นเดียวกับสัตว์ชนิดอื่น เพราะแพะและแกะเลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์ได้เร็ว และมีข้อดีอื่นๆ อีกมาก เช่น
1. แพะและแกะเป็นผลผลิตทั้งเนื้อและนม มีขนาดเล็ก ทำให้ผู้หญิงหรือเด็กสามารถให้การดูแลได้
2. แพะและแกะเป็นสัตว์ที่หาอาหารกินเองได้เก่ง กินอาหารได้หลายชนิด ดังนั้นถึงแม้ฤดูแล้ง แพะและแกะก็สามารถหาวัชพืชที่โค-กระบือกิน กินเป็นอาหาร
3. แพะและแกะมีการเจริญเติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาวได้เร็ว สามารถผสมพันธุ์แพะได้ตั้งแต่อายุเพียง 8 เดือน
4. แพะและแกะมีความสมบูรณ์พันธุ์สูง แม่แพะมักคลอดลูกแฝด และใช้ระยะเวลาเลี้ยงลูกสั้น จึงทำให้ตั้งท้องได้ใหม่
5. แพะและแกะเป็นสัตว์ที่ใช้พื้นที่ในการเลี้ยงเพียงเล็กน้อย ทั้งพื้นที่โรงเรือนและพื้นที่สำหรับเพาะปลูกพืชอาหารสัตว์สำหรับแพะ
6. แพะและแกะเป็นสัตว์ที่สามารถปรับเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ความทนต่อสภาพอากาศแล้ง และร้อนได้ดี
7. แพะและแกะเป็นสัตว์ที่ใช้เป็นอาหารบริโภคสำหรับประชาชนของทุกศาสนาเพราะไม่มีศาสนา ใดห้ามบริโภคเนื้อแพะ